การวัดร่างกาย Body Composition Analyzer

ตัวเลขน้ำหนักไม่สามารถบอกได้ว่าเราอ้วนหรือไม่ เพราะกล้ามเนื้อมีมวลหนาแน่นกว่าไขมัน (ไม่ใช่หนักกว่าไขมัน) ..  เพราะคนมักจะพูดว่ากล้ามเนื้อหนักกว่าไขมัน ซึ่งไม่จริงเลย

อยากจะแนะนำว่าถ้าที่บ้านใครมีตาชั่งแบบสามารถวัดมวลไขมันและกล้ามเนื้อได้ ให้ลองเก็บสถิติไว้ดู จะเห็นว่าส่วนมากแล้วหลังจากเริ่มออกกำลังกาย น้ำหนักไม่เปลี่ยนแปลง หรือจะลดลงช่วงแรก ๆ หลังจากนั้นมักจะคงที่ แต่เราจะรู้สึกได้ว่าสัดส่วนเราเล็กขึ้น กางเกงหลวมขึ้น ทั้ง ๆ ที่เลขตาชั่งไม่ได้เปลี่ยนแต่อย่างใด นั่นก็เพราะว่าเราเพิ่มกล้ามเนื้อมาทดแทนไขมันนั่นเอง
 ข้อมูลหลัก ๆ ที่ควรจะเข้าใจ หลังจากได้ผลการวัดออกมาแล้ว :
  • Fat % : อัตราของไขมันที่มีในร่างกาย ปกติแล้วยิ่งมีน้อยยิ่งดี แต่ ๆ ๆ ผู้หญิงเราควรจะมีไขมันติดตัวไว้บ้าง เพราะว่ากระบวนการทำงานของร่างกายต้องการไขมันนั้นเช่นกัน ดังนั้นตามการวิจัยว่ากันว่า %ไขมันที่ควรมีจะเป็นตามตารางนี้ อย่างของฮั้ว % fat อยู่ที่24.9 ซึ่งอยู่ในเกณณ์ปกติสำหรับคนอายุ 35 ปี
  • มวลไขมันคิดเป็นกิโลกรัม
  • Fat Mass : มวลไขมันคิดเป็นกิโลกรัมจากน้ำหนักตัวทั้งหมด
  • FFM (Fat Free Mass) : มวลน้ำหนักตัวโดยไม่รวมไขมัน ซึ่งจะเป็นกล้ามเนื้อ น้ำ กระดูก และอื่น ๆ
  • Muscle Mass : มวลกล้ามเนื้อคิดเป็นหน่วยกิโลกรัมจากน้ำหนักตัวทั้งหมด
  • TBW (Total Body Water) : ระดับ hydration ในร่างกาย
  • TBW % : คิดเป็นอัตราส่วนโดยใช้สูตร (TBW / Weight) * 100  (ระดับปกติควรจะอยู่ที่ 45 – 60% ของน้ำหนักตัวทั้งหมดสำหรับผู้หญิง และ 50 – 65% สำหรับผู้ชาย) 
  • Bone Mass : มวลกระดูก 
  • BMR (Basal Metabolic Rate) : ปริมาณพลังงานที่ร่างกายเผาผลาญระหว่างพัก เช่น นั่งเฉย ๆ หรือนอนหลับ ร่างกายยังต้องใช้พลังงานเหล่านี้ ตัวเลขนี้จะใช้บ่งบอกว่าเราควรกินอาหารที่ปริมาณแคลอรี่เท่าไหร่ต่อวันถึงจะเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย โดยปกติแล้วกิจกรรมในแต่ละวันจะใช้พลังงานประมาณ 15% ของ BMR นี่คือพลังงานที่เราควรกินเข้าไปเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ถ้าเรากินพอดีโดยไม่ออกกำลังกายเพิ่ม เราก็จะรักษาน้ำหนักตัวแบบนี้ไปเรื่อย ๆแต่ถ้าเราออกกำลังกายเพิ่ม เราก็ควรกินเพิ่มประมาณ 500 kcal ต่อวัน ซึ่งจะส่งผลให้เราลดน้ำหนักประมาณ 0.5 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ แต่เราก็ไม่ควรกินน้อยเกิน เพราะร่างกายจะไปดึงเอามวลกล้ามเนื้อและน้ำมาใช้แทน

พลังงานที่ร่างกาย BMR

  • Metabolic Age : เกณฑ์วัดว่าร่างกายของเราอายุเท่าไหร่จากผลที่บอกมา ..
  • Visceral Fat Rating : ค่าไขมันในช่วงช่องท้อง (Abdominal Cavity) ซึ่งถ้าเรามีไขมันตรงนี้เยอะ จะเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง หรือเบาหวาน .. ค่าไขมันตรงนี้ยิ่งมีอายุมากก็จะยิ่งสูงขึ้น เหมือนอย่างเช่นเรายิ่งแก่ พุงเราก็ยิ่งพลุ้ยขึ้น ซึ่งลดยากมาก ..เราควรรักษาให้อยู่ในเรทปกติ ระหว่าง 1 – 12เท่านั้น
  • ดัชนีมวลกาย (ฺBMI): เป็นค่าที่คำนวณได้จาก น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) หาร (ส่วนสูง) ยกกำลัง 2 ค่า BMI มาตรฐาน = 22 หากสูงกว่านี้มีโอกาสเกิดปัญหาน้ำหนักตัว แต่อย่างไรก็ตามแนะนำให้ตรวจสอบเปอร์เซ็นต์ไขมันที่วัดได้ เพื่อการประเมินปัญหารูปร่างที่ถูกต้องมากขึ้น
  • น้ำหนักตัวที่เหมาะสม (Ideal Body Weight): ค่าที่ได้จากการคำนวณ เพื่อให้ได้น้ำหนักตัวที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับส่วนสูง ตามมาตรฐานค่า BMI
  • ระดับความอ้วน (Degree of Obesity): ค่าที่คำนวณจาก (น้ำหนักตัว – น้ำหนักตัวที่เหมาะสม) ส่วนน้ำหนักตัวที่เหมาะสมแล้ว x100
  • ระดับไขมันที่เหมาะสม (Desirable Range): ค่าเปอร์เซ็นต์ไขมันและมวลไขมัน (กิโลกรัม) ที่เหมาะสมตามช่วงอายุและเพศ
  • เกณฑ์ชี้วัด (Indicator): การแปลผลแต่ละค่าเมื่อเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน
การวัด Body Composition เป็นเกณฑ์ช่วยให้เราติดตามความแข็งแรงของร่างกาย ในระหว่างออกกำลังกายได้เป็นอย่างดี เพราะตัวเลขบนตาชั่งไม่สามารถบ่งบอกได้ว่าจริง ๆ แล้วเรามีกล้ามเนื้อและไขมันในร่างกายมากน้อยแค่ไหนหากใครเข้าข่ายว่าอ้วนหรือเริ่มอ้วนแล้วก็อย่าลืมดูแลสุขภาพ และควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาสุขภาพหลาย ๆ ประการที่สามารถตามมาได้ในอนาคต

ระดับความอ้วน

  •  ต่ำกว่าเกณฑ์ (-)
  •  ปกติ (0)
  •  สูงกว่าเกณฑ์ (+)
  • สูงกว่าเกณฑ์มาก (++)
น้ำหนักตัวที่เหมาะสม

ภาพข้อมูลdoohealthy.

อยากเปลี่ยน ชีวิต เป็นคนเดิม ในร่างใหม่  REBORN .. สุขภาพดี  หุ่นดี

http://line.me/ti/p/J--oQIzel7

ไขมัน (Fat)

ปริมาณไขมันในร่างกาย
ไขมันแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือไขมันในเลือดและไขมันใต้ผิวหนัง การวัดหาไขมันในเลือด ทำได้ด้วยการเจาะเลือดและนำไปวิเคราะห์ผล ส่วนไขมันใต้ผิวหนัง ตรวจได้ด้วยเทคโนโลยี BIA ซึ่งบอกเป็นเปอร์เซ็นต์ไขมันที่แม่นยำ หากคุณมีไขมันมากเกิน ก็จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคมะเร็ง ดังนั้น การตรวจวัดเปอร์เซ็นต์ไขมัน ช่วยให้คุณวางแผนการออกกำลังกาย รับประทานอาหาร และควบคุมน้ำหนักได้ถูกวิธี เพื่อป้องกันความเสี่ยงการเกิดโรคต่างๆได้

เปอร์เซ็นต์ไขมัน

กล้ามเนื้อ (Muscle Mass)

มวลกล้ามเนื้อ
มวลกล้ามเนื้อถือเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญ ที่คุณไม่อาจมองข้าม เพราะช่วยพยุงโครงสร้างทั้งหมดของร่างกายคุณ กล้ามเนื้อที่แข็งแรงจะช่วยเพิ่มการเผาผลาญ ทำให้ระดับไขมันในร่างกายลดลง และเพิ่มความหนาแน่นของกระดูก การสูญเสียมวลกล้ามเนื้อของคนเราจะเริ่มต้นเมื่ออายุ 40 ปี และจะสูญเสียรวดเร็วยิ่งขึ้น เมื่ออายุย่างเข้า 50 ปี คุณจึงควรออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และหมั่นตรวจวัดระดับมวลกล้ามเนื้อด้วยเครื่องวัดองค์ประกอบในร่างกาย TANITA

มวลกล้ามเนื้อ

น้ำ (Total Body Water)

ปริมาณน้ำในร่างกาย
ร่างกายของคุณเอง มีน้ำเป็นส่วนประกอบมากถึง 2 ใน 3 ส่วน แม้แต่อวัยวะสำคัญต่างๆ ในร่างกายก็ยังประกอบไปด้วยน้ำเป็นจำนวนมาก เช่น ปอดมีน้ำอยู่เกือบ 90% สมองมีน้ำอยู่ถึง 75% แม้แต่ผิวหน้าก็มีน้ำเป็นองค์ประกอบประมาณ 35% ถ้าร่างกายของคุณมีน้ำไม่เพียงพอ เลือดจะข้น ส่งผลให้ระบบไหลเวียนของเหลวในร่างกายไม่ปกติ ผิวพรรณหยาบกร้าน อาการเจ็บป่วยต่างๆ ก็จะตามมารังควานคุณ ดังนั้นในแต่ละวัน คุณควรดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

ปริมาณน้ำในร่างกาย

กระดูก (Bone Mass)

มวลกระดูก
กระดูกมีความสำคัญต่อร่างกายมากมายกว่าที่คุณคิด เป็นทั้งโครงสร้างของร่างกาย ช่วยป้องกันอวัยวะภายใน เป็นที่ยึดเกาะของกล้ามเนื้อในการเคลื่อนไหว เป็นโพรงที่สร้างเม็ดเลือด และเป็นแหล่งสะสมของแร่ธาตุต่างๆ ความหนาแน่นของกระดูกคนเรามีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด เพราะมีการสูญเสียและเสริมสร้างอยู่ตลอดเวลา ช่วงวัยรุ่น การสร้างเสริมกระดูกจะมีมาก มวลกระดูกจึงมีความหนาแน่น จนอายุ 30-35 ปี มวลกระดูกจะลดลงเรื่อยๆ ตามอายุ โอกาสที่จะเป็นโรคกระดูกพรุนหรือกระดูกเปราะก็มากขึ้นด้วย การตรวจวัดมวลกระดูกช่วยลดโอกาสเสี่ยงและป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุน ช่วยคุณวางแผนป้องกันหรือรักษาได้ทันเวลา ในส่วนของผู้สูงอายุ การรับประทานแคลเซียม และออกกำลังกายสม่ำเสมอช่วยชะลอการสูญเสียของมวลกระดูกได้

มวลกระดูก

ระดับไขมันที่เกาะตามอวัยวะภายในช่องท้อง (Visceral Fat Rating)

ระดับไขมันที่เกาะตามอวัยวะภายในช่องท้อง (Visceral Fat Rating)
ใครๆก็รู้ว่าไขมันทำให้เกิดความอ้วน โดยเฉพาะไขมันที่เกาะตามอวัยวะภายในช่องท้อง เป็นไขมันที่คุณไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่ง เพราะกำจัดได้ยากกว่าไขมันใต้ผิวหนังและเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดผิดปกติ เป็นต้น จากผลการวิจัยพบว่า แม้น้ำหนักและไขมันในร่างกายจะคงที่ แต่พอคุณอายุมากขึ้น ไขมันจะย้ายไปสะสมบริเวณลำตัวเป็นปริมาณมาก ทำให้คุณดูอ้วนขึ้น ทั้งที่บริโภคและออกกำลังกายเท่าเดิม

ไขมันที่ภายในช่องท้อง

อัตราการเผาผลาญพลังงานขั้นพื้นฐาน BMR (Basal Metabolic Rate)

อัตราการเผาผลาญพลังงานขั้นพื้นฐาน BMR (Basal Metabolic Rate)
อัตราการเผาผลาญพลังงานขั้นพื้นฐาน หรือ BMR คือ พลังงานต่ำสุดที่ร่างกายต้องการใช้ แม้ขณะที่คุณนอนหลับ เพื่อให้อวัยวะต่างๆ สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งระบบทางเดินหายใจ ระบบไหลเวียนเลือด ระบบประสาท ตับ ไต และอวัยวะอื่นๆ อัตราการเผาผลาญพลังงานขั้นพื้นฐานจะเผาผลาญถึงจุดสูงสุดที่อายุ 17 ปี หลังจากนั้นจะเริ่มลดลงเรื่อยๆเมื่ออายุมากขึ้น BMR ยังเป็นตัวกำหนดว่าคุณเป็นคนอ้วนยากหรือง่ายขนาดไหน และเป็นตัวแปลสำคัญของการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัว ดังนั้น จึงควรออกกำลังกายให้มากขึ้น เพื่อช่วยเพิ่ม BMR และลดปริมาณไขมันในร่างกาย

พลังงานที่ร่างกาย BMR

อัตราการเผาผลาญพลังงานและอายุเทียบ (Metabolic Age)

อัตราการเผาผลาญพลังงานและอายุเทียบ (Metabolic Age)
ง่ายๆ คือ การวัดว่าร่างกายภายในของเรามีอัตราการเผาผลาญพลังงานเทียบเท่ากับคนอายุเท่าไหร่ โดยการคำนวณจากค่า BMR ของแต่ละคน ยิ่งตัวเลขอายุการเผาผลาญมากกว่าอายุจริงเท่าไหร่ ก็เท่ากับว่าคุณมีอัตราการเผาผลาญที่แย่ลงเท่านั้น จะเรียกว่าแก่เกินวัยจากภายใน ก็ว่าได้ สังเกตได้จากบางคนที่อายุยังน้อยนิด กินอะไรนิดหน่อย ก็สะสมเป็นไขมันและอ้วนง่ายมาก นั้นเป็นเพราะระดับการเผาผลาญต่ำเหมือนคนอายุมากอายุการเผาผลาญพลังงานของแต่ละคนจะแตกต่างกันไป ตามอายุจริง เพศ น้ำหนัก ส่วนสูง รูปแบบการดำเนินชีวิต ดังนั้น คุณจึงควรตรวจเช็คอายุการเผาผลาญพลังงานเป็นประจำ เพื่อให้รู้ทันร่างกายด้วยเครื่องวัดองค์ประกอบในร่างกาย TANITA

ข้อมูลจาก TANITA

ลดไขมันหน้าท้อง
ผลลัพธ์ จากReborn
ตัวเล็ก พุงใหญ่!! ลองมาหมด จากความเชื่อผิดๆ อดข้าวเย็น กินแต่ผักแต่หญ้า งดเนื้อสัตว์ กินเจ กินมัง พุงก็ ไม่ยุบ Reborn 14วัน ไม่ได้ออกกำลังกาย มันดีต่อใจ สุขภาพแข็งแรง Reborn เปลี่ยนหุ่นได้ร่างใหม่
หนักเท่ากัน แต่เปอร์เซนต์ไขมันไม่เท่ากัน